ครูบาโน้ต บนความหมายแห่งศรัทธา เรื่องโดย ปิยะวิทย์ เทพอำนวยสกุล จริงอยู่..โลกทุกวันนี้หมุนไปด้วยความเร็วของกระแสทุนและยึดมั่นกับค่าของเงินตรามากกว่าสิ่งใด รวมทั้งยึดเอาความอุดดมสมบูรณ์ภายนอกเป็นที่ตั้ง แต่เอาเข้าจริง โลกที่หมุนอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์เหล่านี้ เป็นความต้องการ ที่แท้ ของผู้คนจริงหรือ เราไม่ต้องการสิ่งที่เรียกว่าความสุขจากข้างในหรอกหรือ การแสวงหาของเด็กนักเรียนหรือนักศึกษา คือการตั้งหน้าตั้งตาเรียนให้จบ เรียนให้ได้ดี เพื่อจะได้มีความมั่นคงในหน้าที่การงาน ล่วงเข้าสู่วัยหนุ่มสาว ปฏิเสธไม่ได้หรอกว่าเป้ายึดหรือหลักที่แท้จริงก็คือ ความมุ่งมั่นในเงินตราเป็นสำคัญ เรา ส่วนใหญ่มีวงจรชีวิตอย่างนี้ใช่หรือไม่ ผลสรุปสุดท้ายของเป้าหมายในชีวิตหรือที่เรียกว่า ความสำเร็จ อยู่ที่ใด ใครตั้งคำถามหรือครุ่นคิดกับมันมากๆ ย่อมรู้คำตอบที่แท้จริง มีตัวอย่างมากมายให้เห็นจากการพยายามปีนป่ายไปสู่ความสำเร็จเทียมที่สังคมต้องการ การฆ่าตัวตายก็ดี การตัดสินใจด้วยอารมณ์ชั่ววูบก็ดี หากความสำเร็จดังกล่าวจำเป็นต้องพ่วงมาด้วยการกระทำอย่างนั้น ถามว่าจะดีกว่าไหม ถ้าเราลองกลับมานั่งไต่ถามถึงความต้องการที่แท้จริง หรือความสำเร็จที่มีความหมายในเชิงภายใน ความจริงสูงสุดที่ทุกคนมิอาจปฏิเสธใช่หรือไม่ว่า แท้แล้วเราต่างปรารถนาความสุขเบื้องลึกด้วยกันทั้งนั้น แต่สิ่งนี้อาจไม่ใช่เงื่อนไขในการดำรงชีวิตอยู่แต่ละวัน กระทั่งไม่ใช่การเรียกร้องให้ทุกคนหวนกลับไปสู่ข้างในโดยเพิกเฉยเย็นชาต่อคนรอบข้างหรือหันหลังให้กับโลกอย่างไม่แยแส แต่อย่างน้อยที่สุด เรา ไม่น่าจะละเลย หรือควรจะใส่ใจต่อ มัน ให้มากกว่านี้ เพื่อเราทุกคนจะได้สามารถอยู่ร่วมในสังคมได้อย่างมีสันติมากขึ้น วูบหนึ่งในความคิดทำให้นึกถึง... เด็กเรียนดี เด็กกิจกรรม สอบเอ็นทรานซ์ติดเป็นอันดับ 1 ใน 5 ของคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้ทุนจากมหาวิทยาลัย เป็นความหวังของอาจารย์ว่าจะเป็นบุคลากรสำคัญในการพัฒนาคนรุ่นใหม่ในด้านการออกแบบตกแต่งภายใน แต่ทว่าการณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้น การตัดสินใจความแน่วแน่ในการเลือกและใช้ชีวิต หาได้อยู่ที่ใครไม่ แต่ไปอยู่ที่ตัวเราเอง เด็กหนุ่มคนนี้เลือกที่จะไม่เลือก หลังจากเรียนจบด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่งเหรียญทอง เขาไม่แสดงผลงาน ไม่เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร แต่มุ่งหน้าเข้าหาธรรมะ เพื่อค้นหาบางอย่างที่ตัวเองเชื่อ และยอมเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อพิสูจน์ อย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช่เรื่องเท่เลยถ้าจะเอาเป็นเยี่ยงอย่างในการกบฏต่อสิ่งรอบข้าง แต่แน่นอนว่า ถ้าเรียนรู้และเข้าใจในวิธีคิดหรือการหาเหตุผลให้ตัวเอง และเชื่อในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ โดยที่ลงมือ กระทำ อย่างใดอย่างหนึ่งด้วยความสัตย์จริง ข้อนี้นับว่าน่ายกย่องในการเลียนแบบ คำแรกๆ ในการพูดคุยกับครูบาโน้ตที่วัดป่าแห่งหนึ่งในจังหวัดราชบุรี คือ ..อันนี้มันเป็นปัญหาของทุกคนเลย ความทุกข์...แน่นอน ไม่มีใครหลีกหนีพ้น ก่อนนั้นครูบาเป็นนักเรียนของโรงเรียนรัฐบาลที่มีชื่อเสียง ผลการเรียนอยู่ในขั้นที่เรียกว่าดีในระดับที่เด็กนักเรียนจะสามารถทำได้ แต่สิ่งที่อยู่เบื้องหลับการเรียนคือ ความคิดเรื่องความสุขความทุกข์ การไม่อยากจะทุกข์ ซึ่งในความเป็นจริงเด็กในระดับมัธยมต้นไม่น่าจะครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง ตอนเป็นเด็กอยากได้อะไรก็ไม่ได้ พ่อแม่ไม่ได้ตามใจ ครูบาอยากให้ความทุกข์มันหายไป อันนี้อันดับแรก แต่คนเราแก้ความทุกข์ผิด ตอนเด็กคิดว่าเรามีทุกข์ เราก็คงต้องหาความสุข เราจึงจะหายทุกข์ ก็เลยตั้งใจเรียน ง่ายๆเลย อยากให้คนชม ให้มันเก่งขึ้นมา อะไรที่มันดีตอนนั้นครูบาคว้ามาทั้งหมด นี่...อันนี้คือการหาความสุขของครูบา ซึ่งตอนนั้นคิดว่าการหาความสุขแบบนี้มันคงจะพ้นทุกข์ ชีวิตตั้งแต่เด็ก ตั้งแต่ประถม เป็นอย่างนี้ ที่ลองใคร่ครวญดูคือจะหาความสุขมาแก้ความทุกข์ ด้วยการทำตัวให้ดี ก็เลยทำทุกอย่างไขว่คว้าทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองได้ดีกว่าคนอื่น แต่แทนที่ตัวเรามีความสุขแล้วจะพอใจ..เปล่า ทีนี้เรามาทุกข์ว่าเราน่าจะดีกว่าคนอื่นอีก มันก็เลยทุกข์มาตลอด คิดว่าเรียนหนังสือเก่งแล้วจะมีความสุข แต่ไม่ใช่..ร่างกายนี่พังไปเลย ตั้งแต่จำความได้ ช่วง ม.3 รู้สึกทรมานมากเพราะเป็นช่วงที่ตั้งใจเรียน อ่านหนังสือตลอด อ่านถึงตี 5 ก็เคยตาเบลอไปหมด มองเห็นเป็นภาพซ้อนๆ กัน ปวดหัวมาก แต่เกรดออกมา 4.00 ก็คิดว่าเรียนเก่งขนาดนี้ แต่ทำไมมันทุกข์ขนาดนี้ หากลองทวนคำของครูบาก็จะได้ตรรกะของเด็กมัธยมคนหนึ่งที่ว่า เรียนให้เก่ง คนอื่นจะได้ชม แล้วตัวเองจะมีความสุข นับว่าเป็นเหตุผลง่ายๆ ที่หลายคนทำได้ แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับไม่เป็นดังสมการง่ายๆ ก็เพราะว่าชีวิตหรือการแสวงหาอะไรสักอย่าง ย่อมไม่ใช่กฎตายตัวที่ต้องทำตามขั้นตอน หลังจากจบมัธยมต้น การเปลี่ยนผ่านก็มาถึง เด็กหนุ่มคนนี้เลือกทำกิจกรรม และหาใช่เหตุผลอื่นไม่ นั่นคือความต้องการดูดีกว่าเด็กคนอื่นด้วยกิจกรรม และคิดว่าความสุขจะตามมา ซึ่งเปล่าเลย..แทนที่ความสุขจะเยือนเพียงอย่างเดียว แต่ความสุขที่ได้กลับนำพาความทุกข์ให้มาเกาะกินในใจด้วย เป็นที่รู้กันในหมู่เด็กนักเรียนขาสั้นว่า กิจกรรมการเชียร์และแปรอักษรมีเพียงไม่กี่โรงเรียนเท่านั้นที่ทำกันและทำกันอย่างจริงจัง ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่เอาการของเด็กนักเรียนที่อาสาเข้ามาทำกิจกรรม เพราะฉะนั้นความทุ่มเททั้งแรงใจแรงกายที่ทำไปมันไม่ได้รับผลเพียงด้านเดียว ครูบาอธิบายว่า ในการทำกิจกรรมมีทั้งความสุข ความทุกข์ ซึ่งแน่นอนว่าความสุข คือการได้ทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ และได้พบเจอกับเพื่อนๆที่มีความต้องการใกล้เคียงกัน แต่ความทุกข์ที่เกิดขึ้น คือการแบกภาระทั้งการเรียนและกิจกรรมไปพร้อมๆกัน ซึ่งทั้ง 2 อย่าง จะต้องดำเนินไปได้ด้วยดี จนถึงช่วงเวลาสำคัญที่สุดของเด็กหนุ่ม นั่นคือการพาตัวเองเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย ที่เลือกเรียนมัณฑนศิลป์ เพราะคิดว่าถ้าได้เรียนในสถานที่ดีๆ เราก็คงจะมีความสุข คิดว่าที่มันทุกข์เพราะสถานที่ภายนอก ครูบาอยากปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้ดีขึ้น เลยเลือกเรียนศิลปะ อยากเรียนสถาปัตย์ และมัณฑนศิลป์ เพื่อที่จะไปแก้ภายนอกให้มันดี เหมือนอย่างกรุงเทพฯ ใครว่าดีมั่งรถติด ตึกสูง กายภาพภายนอกมันไม่ดี ถ้าเราเรียนออกแบบ แล้วออกแบบให้มันดีโลกมันอาจจะดีขึ้นมาบ้าง เราทุกข์เพราะคิดว่าบรรยากาศข้างนอกมันไม่ดี แต่จะแก้ทุกข์ด้วยการแก้สภาพแวดล้อมภายนอก แต่ว่าเรียนไปเรียนมาก็ทุกข์เหมือนเดิม เพราะว่าความทุกข์มันอยู่ในใจ มันไม่ได้อยู่ที่สถานที่ แล้วคำว่า แสวงหา ที่มาจากการเรียนรู้ในรั้วมหาวิทยาลัยก็เกิดขึ้น ในรั้วสถาบันอุดมศึกษาที่แวดล้อมไปด้วยผู้คน ซึ่งสังคม (เชื่อ) ว่ามีพลังทางปัญญา เปิดโอกาสให้คิด ให้ทำในสิ่งที่ตัวเองเชื่อและใฝ่ฝัน มันก็น่าจะนำพาให้ผู้ที่จริงจังกับสิ่งที่ตัวเองยึดถือ เดินทางไปสู่ความต้องการที่แท้จริงได้ สุดยอดของความทุกข์นั้นอยู่ที่มหาวิทยาลัย เพราะครูบาอยากดีทุกอย่างก็ต้องทำทุกอย่าง ครูบาไปอยู่สังคมไหนครูบาก็อยากเด่นในสังคมนั้น อันนี้ทรมานที่สุด ชีวิตในช่วงนั้นก็ต้องเรียนให้เก่ง เที่ยวให้ดี แต่งตัวก็ต้องดี ครูบาเคี่ยวกรำ ทำร้ายตัวเองตลอดเวลา คือจะแก้ปัญหาความทุกข์ต้องการดีกว่าคนอื่น กดคนอื่นลงไปเพื่อให้ตัวเราดีขึ้นมา อย่างนี้ตัวเราก็คงจะมีความสุขล่ะมั้ง และนี่เป็นการแก้ปัญหาแบบโลกๆที่คนส่วนใหญ่ทำกัน ซึ่งเป็นการแก้ความทุกข์ผิดทาง ฟังครูบาเล่าเรื่องราวในอดีตก็อดคิดไม่ได้ว่า ผู้ที่ใช้เวลาครุ่นคิดในเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างจริงจัง เป็นเวลาอย่างน้อยหนึ่งทศวรรษ ผลของการคิดก็น่าจะสัมฤทธิ์ผลไม่ช้าก็เร็ว ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าเป็นการหยุดแวะเยี่ยมเยียนกับสิ่งที่เราเรียกว่า ความสุข ความทุกข์บ่อยๆ เข้าจนกลายเป็นความเคยชิน เป็นกิจวัตรที่ต้องมานั่งถกเถียงกับตัวตนเหล่านี้ ผลของมันไม่น่าจะไกลห่างจากการเดินทางสายธรรมะ ตอนเด็กๆ จำได้ว่าความสุขคือการได้สะสมการ์ดตัวการ์ตูนที่ชื่นชอบ รวมทั้งการเล่นกระต่ายขาเดียวไล่จับเพื่อนๆ เป็นไปได้หรือไม่ว่า นี่คือความสุขอย่างหนึ่งที่เราเองก็ครุ่นคิดกับมัน แต่ไม่ได้แสดงออกมาอย่างจริงจัง เพียงแค่สะสม หรือเพียงแค่วิ่งไล่จับ ไม่ได้คิดว่ามันควรจะเป็นอย่างไร จะไปทางไหนดี เราจะพ้นบ่วงของคำว่าทุกข์อย่างไร แน่นอนว่า คงไม่มีเด็กคนไหนคิดว่าการสะสมการ์ดเป็นการพ้นทุกข์ มันเป็นแค่ความสุขเพียงชั่วครั้งชั่วคราว แต่กับเด็กหนุ่มคนนี้ไม่เป็นเช่นนั้น ความคิดที่ลอยอยู่ในเรื่องราวดังกล่าว ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการกระทำ ซึ่งครูบาเองก็บอกว่าไม่รู้เหมือนกันว่ามันเป็นเพราะอะไรถึงได้มีความคิดนี้อยู่ในหัวสมอง แปลกเหมือนกัน ว่าทำไมตัวเองมีความต้องการหรือมีความคิดอย่างนี้ รู้สึกว่าตัวเองมีความคิดรุนแรงมาตั้งแต่เด็กๆแล้ว ความคิดที่ว่าอยากจะดี อยากจะสุข เป็นมาตั้งแต่อนุบาลเลย มีความคิดความอ่านเหมือนผู้ใหญ่ตั้งแต่เด็ก และความที่ครูบาอยากดีกว่าคนอื่นก็เป็นตั้งแต่เด็ก มันเป็นความพยายามตั้งแต่จำความได้ ถ้าอธิบายทางพุทธศาสนาก็คือว่า มันเป็นมโนกรรม คำว่ากรรมคือสิ่งที่ทำไว้ในอดีต แล้วส่งผลถึงปัจจุบัน ความคิดก็เป็นกรรมอันหนึ่งเรียกว่ามโนกรรม เป็นกรรมที่เราทำไว้ในอดีต มันเป็นความคิดฝังใจ.. คำว่าแรงอธิษฐานเป็นอย่างนี้ เราอยากดีกว่าคนอื่น ก็ฝังหัวไว้อย่างนี้ ชาติหน้าเราก็จะคิดอย่างนี้ที่ว่าคนต่างกันก็ตรงมโนธรรมนี่แหละ ความคิดมันเกิดขึ้นมาเอง เราไม่ต้องการให้มันเกิดขึ้นอย่างนี้ ของครูบาจะเป็นแบบโทสะจิต คืออยากให้ทุกอย่างเป็นดั่งใจเรา พออะไรที่ผิดไป ตัวเราก็จะโกรธ แล้วความทุกข์ก็ตามมา พวกราคะจริตเป็นแบบอยากให้ทุกอย่างสวยงาม ไม่เปลี่ยนแปลง โทสะจริตเป็นหลักใหญ่ของจิต แต่อารมณ์ราคะก็มี มันก็เหมือนชะตาชีวิต..พรหมลิขิต ไม่มีใครหนีพ้นจริงๆ มันไม่ใช่พรหมลิขิตที่ว่า เราเป็นอย่างนี้แล้วเราต้องเป็นอย่างนี้ตลอดไป แต่เป็นแบบ..เราทำอะไรไว้ในอดีตเสร็จ พอมาถึงปัจจุบัน เราเป็นคนเลือกเอง พรหมลิขิตในพุทธศาสนาเป็นอย่างนี้ กรรมที่เราทำไว้ในอดีตมันส่งผลถึงปัจจุบัน แต่เรามีทางเลือกว่าจะทำอะไรทำดีหรือทำชั่ว สิ่งที่เราเจอทุกวันนี้เป็นกรรมหมด เป็นกรรมที่เคยทำร่วมกัน แต่ว่าเราเลือกเองว่าจะทำอะไรในปัจจุบันเราเป็นคนเลือกเอง (ย้ำ) เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นมันจะต้องเกิดขึ้น แต่ในปัจจุบันเราเลือกที่จะทำต่อเองได้ ก่อนที่ครูบาจะเล่าถึงพรหมลิขิตจบ มีประโยคหนึ่งที่ครูบาพูดถึง และมันน่าจะเป็นแรงกระตุ้นสำหรับใครบางคนได้ดี ถ้าครูบาต้องการใช้ชีวิตแบบธรรมดา..สบายมากเลย เพราะที่บ้านไม่ต้องให้ทำอะไรเรียนหนังสืออย่างเดียวแต่ว่ามันเป็นความต้องการของตัวเองที่อยากจะดีกว่าคนอื่น อยากมีความสุขเพื่อที่จะหมดทุกข์ ตอนปี 1 รุ่นพี่ให้ไปช่วยทำงานที่หอพัก และก็มีกองหนังสืออยู่เต็มเลย เราเองก็คว้าโน่นคว้านี้ ไปเจอกับหนังสือธรรมะหลายๆ เล่ม แต่ตอนนั้นยังไม่อ่าน ทิ้งไว้สักพักค่อยมาอ่าน.. พูดแล้วหนังสือก็คือหนังสือ เป็นตำรา ถ้าไม่นำมาปฏิบัติในชีวิตจริง มันก็จะเป็นตำราอยู่อย่างนั้น เป็นความรู้ของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ความรู้ของเรา เมื่ออ่านบ่อยๆ เราก็เอาชีวิตไปเทียบกับตัวหนังสือ พิจารณาตามหนังสือไป ข้อนี่แหละที่สำคัญ คือมองว่าธรรมะเป็นเรื่องชีวิตประจำวัน คำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นจริงทุกอย่าง ปฏิเสธไม่ได้ เป็นการหาทางออก เป็นการแก้ทุกข์ที่ถูกที่สุด ลองมองย้อนกลับไปที่ครูบาเล่าให้ฟัง การนำมาปฏิบัติจริงกับชีวิตก็ดี การพิจารณาตามก็ดี อย่ามาใช้คำพูดที่สวยหรูมาหลอกกันเลย แทบจะไม่มีหรือน้อยมากที่ เรา จะใส่ใจกับคำสอนของศาสนาของชาติเรา อย่าปฏิเสธเลย มันมีให้เห็นกันอย่างดาษดื่นตามท้องถนน มันมีให้เห็นกันอยู่ตามสำนักงานต่างๆ และยิ่งมันมีให้เห็นกันอยู่ตามหน้าหนังสือพิมพ์ ...แต่ไม่ใช่เรื่องน่ากังวลเท่าไร่...ใครบางคนพูดขึ้นมา.. เพราะว่าวงจรมันก็เป็นอย่างนี้อยู่แล้ว เป็นมาตั้งนานแล้วเป็นระบบของมันเอง ใช่.. เป็นระบบของมันเอง เป็นไปตามการเลื่อนไหลของวงจร อย่างนั้นไม่ต้องไปใส่ใจมันเลยดีไหม อย่างนั้นไม่ต้องมานั่งถกเถียงกันถึงความดี ความงาม จนกระทั่งสิ่งดีหรือไม่ดีกันเลยไหม ในเมื่อมันเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้อยู่แล้ว เราทุกคนรู้ถึงข้อเสียของการเสพอะไรที่มากเกินไปในเรื่องของวัตถุ แต่เราก็ยินดีและยิ้มไปกับมัน เราทุกคนรู้ว่าการเห็นแก่ตัวหรือสังคมประจบประแจงไม่ดีอย่างไร แต่เราบางคนก็กระทำมันด้วยการให้เหตุผลว่าไม่เช่นนั้นเราจะอยู่ในสังคมหรือระบบไม่ได้ ใครหลายๆ คน รู้ว่าการฉ้อโกงเป็นเรื่องน่าอาย แต่หลายคนนั้นกลับคิดว่า ใครๆ ก็ทำ ไม่เป็นไรหรอก ถามว่า เราคิดกันอย่างนี้จริงๆ หรือและเราอยากให้มันเป็นอย่างนี้จริงๆ ใช่ไหม เป็นอย่างไรนั้น ข้อสรุปอาจไม่มี แต่อย่างน้อยคำของครูบาน่าจะทำให้ใครหลายๆคนมีแรงจะทำอะไรบางสิ่งบางอย่างขึ้นมาได้ คือพอทุกข์มันก็ทุกข์ไปแล้ว เมื่ออ่านหนังสือแล้วมาแก้มันไม่มีประโยชน์ตัวเราทุกข์ไปก่อนแล้ว แต่สติเราก็ทันขึ้นเรื่อยๆ ต้องเทียบเคียงอยู่เสมอๆ ถึงว่ามันจะเกิดในอดีตนานแค่ไหน แต่เราเอากลับมาคิด มานั่งคิดหาเหตุผล ว่าเราไม่อยากทุกข์ เราจะทำอย่างไร คนเราอ่านหนังสือธรรมะมากเท่าไร ถ้านำมาใช้ให้ทันในปัจจุบันไม่ได้ ธรรมะนั้นไม่มีประโยชน์เลย นักวิชาการเกษตรปลูกต้นไม้สู้คนจบ ป.๔ ไม่ได้หรอก เพราะว่ามันเป็นความรู้ที่อยู่ในสมอง ธรรมะก็เหมือนกัน ถ้าเราไม่นำคำสอนของพระพุทธเจ้ามาใช้ ความทุกข์ก็จะเกิดกับเราตลอด ตัวเราต้องเป็นอย่างนี้ ผู้หญิงที่เราชอบก็ต้องเป็นอย่างนี้ เราวางแผนเอาไว้หมดว่ามันต้องเป็นยังไง แต่ความจริงมันไม่ใช่ การวางแผนกับความจริงไม่เหมือนกัน ความคิดที่ครูบาต้องการให้เป็นอย่างนี้กับความจริงที่เกิดในโลกนี้มันคนละอย่างกัน เรื่องนี้ทำให้ครูบาทุกข์มากในชีวิต กินเหล้าหนักที่สุดในชีวิตก็เพราะเรื่องนี้ตั้งใจเรียนมากที่สุดก็เพราะเรื่องนี้ คือตัวเราอยากให้เขามาสนใจ เราก็เลยทำทุกอย่าง แต่ผลที่ตอบกลับมาไม่ใช่ผลที่ครูบาต้องการคือในเรื่องการควบคุมร่างกายครูบาทำได้ แต่สิ่งที่ตอบสนองมาจากโลกเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ครูบาผิดหวังมาก ครูบาเข่นตัวเองมาขนาดนี้ มันน่าจะมีความสุขกลับมา หาใช่เรื่องอื่นไม่ มันคือเรื่องหญิงสาวอันเป็นที่รักนั่นเอง ในประวัติศาสตร์มีให้เห็นมากมายว่า หญิงสาวสามารถดลบันดาลให้ชายหนุ่มทำอะไรก็ได้ แต่ทั้งหมดนั้นมันคือความรักหรอกหรือ ความรักไม่ใช่เรื่องสวยงามอย่างที่ใคร ๆ พูดกันหรือ หรือเอาเข้าจริงแล้วทุกสิ่งล้วนมี 2 ด้านเสมอ แต่ว่า...ความรักอยู่เหนือกฎเกณฑ์ใดๆ มิใช่หรือ หรือว่าทั้งหมดนั้นไม่ใช่ความรัก เป็นเพียงแค่ ความต้องการครอบครอง เท่านั้น การไขว่าคว้าในเรื่องต่างๆ ขอเด็กหนุ่มนี้ ไล่เรียงตั้งแต่การเรียนหนังสือ การทำกิจกรรม การสอบเข้ามหาวิทยาลัย การเป็นคนเก่งของคณะ แทบจะในทุกมิติของชีวิตเขาเก็บมาได้ทั้งหมด แต่การได้เป็นเจ้าของในทุกๆเรื่อง ย่อมต้อง แลก กับความเจ็บปวด ไม่ทางร่างกายก็จิตใจ แต่ถึงที่สุดการไม่สมปรารถนาในการไขว่คว้าหญิงสาว จึงแปรเปลี่ยนเป็นความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส การนอนจมกับกลิ่นแอลกอฮอล์ทั้งอาทิตย์ กักขังตัวเองอยู่แต่ในห้อง แต่จะว่าไป..มันเป็นเพียงแค่การอกหักของลูกผู้ชายคนหนึ่งมิใช่หรือ แต่บังเอิญว่า มันเป็นการอกหักของลูกชายที่ครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องความสุข ความทุกข์ และการพ้นทุกข์ อย่างจริงจังเป็นเวลา 10 กว่าปีก็เท่านั้นเอง นี่จึงเป็นเหมือนจุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้ง และอาจถือเป็นเสี้ยวหนึ่งในชีวิตลูกผู้ชาย ไม่ใช่ผู้หญิงคนแรกที่ชอบ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมรุนแรงอย่างนี้ มันอาจเป็นกรรมที่ทำให้ครูบาเป็นอย่างทุกวันนี้ คือครูบาคาดหวังกับตัวเองมาก แต่ไม่ได้สิ่งที่ต้องกา รอาทิตย์นั้นทั้งอาทิตย์สติหายไปเลย มีแต่กลิ่นแอลกอฮอล์ออกจากร่างกาย ไม่ได้ไปไหนเลย นอนอยู่บนเตียง ตื่นมาก็อ้วก ตอนนั้นก็คิดว่าทำไมตัวเราทุกข์ขนาดนี้ ร่างกายเราทำไมทุกข์ขนาดนี้ ก็เลยคิดว่าต้องทำธรรมะมาแก้ ตัดสินใจก็ตอนนั้น ตอนนั้นก็พิจารณาชีวิตไปกับธรรมะตลอดนั่งเรือข้ามฟากก็พิจารณา นั่งกินเหล้าที่เห็นว่าเงียบๆก็เพราะคิดเรื่องธรรมะหายใจเข้าออก พุทโธตลอด แปลกเหมือนกัน ดูชีวิตคนอื่นพิจารณาชีวิตตัวเราด้วย จนพิจารณาเรื่องผู้หญิงแยกธาตุ แยกขันธ์ ว่าเขาต้องเป็นอย่างนี้ๆจิตเราเป็นคนไปหมายเอง ที่ตัวเราชอบว่าสวย ก็เป็นเพราะตัวเราไปบอกเอง คนอื่นไม่เห็นคิดเหมือนเราเลย ทุกอย่างเราเป็นคนว่าเองหมดเราเป็นคนปรุงทุกอย่าง ธรรมะเขาว่าเป็นผลของการพิจารณา... วันนั้นตอนไขกุญแจเข้าหอ กริ๊กเดียวจริงๆ ว่าทั้งหมดเราคิดไปเอง ทุกอย่างเขาเป็นของเขาอยู่แล้ว เราไปสมมุติเขาขึ้นมา ความทุกข์ที่มาหายไปหมด เห็นผลธรรมะของพระพุทธเจ้าก็ตอนนั้น คืนนั้นนอนยิ้มทั้งคืน เชื่อในธรรมะตั้งแต่บัดนั้น นี่คือจุดพลิกผันที่น่าสนใจไม่น้อยในชีวิตของเด็กหนุ่ม ในเชิงของพระพุทธศาสนา ชั่วขณะนั้นของเขาคือการเข้าถึงหลักธรรมของพระพุทธเจ้าได้อย่างไม่สงสัย เพราะการเข้าถึงนั้นอาจใช้เวลาเพียง ชั่วขณะ อย่างที่ครูบาเล่าให้ฟัง แต่ไม่เสมอไป ในการเข้าถึงหรือเข้าใจในช่วงเวลานั้น หาใช่ว่าจะทำความเข้าใจได้ทั้งหมด แต่มันเป็นเหมือนการเปิดประตูธรรมะเพื่อจะให้เท้าของเราได้ก้าวเข้าสู่ดินแดนแห่งนี้ และที่สำคัญ ภาวะชั่วขณะ นั้นไม่อาจก่อเกิดได้เลย หากขาดการสั่งสมหรือการเอื้อหนุนอะไรบางอย่าง และไม่ใช่ว่าจะเกิดขึ้นกับใครก็ได้โดยที่ไม่มีทุนรอนมาก่อน ตอนนั้นเลยเทียบเคียงกับทุกอย่างว่าโลกนี้ สมมุติมาทั้งหมด ความงาม ความสวย ตัวเราสมมุติขึ้นมาเอง พอคิดอย่างนี้ แทนที่จะสบายก็เลยเกลียดทุกอย่าง ทิ้งหมดทุกอย่าง ปฏิเสธทุกอย่างสุดโต่งไปอีกด้าน เราเป็นคนปรุงขึ้นมา แต่การเรียนก็ยังดีอยู่ เพราะมันเป็นกรรมที่ทำไว้ในอดีตส่งผลมายังปัจจุบัน แต่จะเสียในวิชาที่ต้องทำงานใช้เวลาส่วนวิชาที่ต้องเข้าสอบ พวกวิชาการ ตัวเราทำได้ เข้าไปนั่งเขียน สบาย ตอนนั้นไม่อยากเรียนแล้ว แต่สิ่งที่ยึดเหนี่ยวก็คือโยมพ่อกับโยมแม่ ที่อยากเรียนจบก็เพราะโยมแม่ ถึงตอนนี้ ภาพ 2 ภาพที่อยู่คนละขั้ว ไม่ว่าจะคิดเอง ปรุงแต่งขึ้นมาเอง หรือว่าทั้งหมดเป็นเรื่องสมมุติก็ตาม สิ่งๆนี้ได้ทำให้ความคิดของเด็กหนุ่มสับสน แม้จะคิดตามหลักพุทธศาสนาแล้วก็ตาม อย่างที่ครูบาว่าไว้ คนไม่รู้หรือรู้เพียงฉาบฉวย ไม่ลงไปจริงๆก็ทำได้เพียงเท่านั้น และที่สำคัญคำสอนต่างๆของพระพุทธเจ้ามีความละเอียดอ่อน ต้องใช้เวลาในการศึกษา ถ้าหยิบมาตีความแล้วนำไปปฏิบัติ โดยที่ไม่ศึกษาให้เห็นถึงความชัดเจนแล้ว สิ่งที่เป็นคุณประโยชน์ อาจเป็นสิ่งที่สะท้อนกลับมาทำร้ายตัวเราเอง ช่วงสุดท้ายของชีวิตในมหาวิทยาลัย คือการทำศิลปนิพนธ์นับเป็นช่วงที่ความคิดของเขาตีกันไปมา ว่าจะเลือกทางไหนดี ด้านหนึ่งคือครอบครัว อีกด้านคือการแสวงหาคำตอบที่ได้ตั้งไว้มานานนับ 10 ปี เมื่อถึงทางแยกเขาจะเดินอย่างไร และจะเลือกแบบไหน ศิลปะนิพนธ์ก็ตั้งใจทำ แต่ใช้เวลาน้อย นั่งคิด 15 นาที เดินเที่ยวครึ่งวัน กลับมานั่งคิดงานใหม่ ทำงานให้ได้เกรดเอ แต่ทำงานให้น้อยที่สุด รู้ว่าอาจารย์คนไหนชอบแบบไหน เราก็ทำไปตามนั้น ตอนทำศิลปนิพนธ์ ได้ไปเที่ยวภูกระดึง แล้วไปเจอวัดที่นั่น...ชอบมาก ในใจคิดอยู่ ๒อย่าง ไม่บวชก็อยู่อาศรมไปจนตาย จะไม่ทำงาน เรามองเห็นความทุกข์ เลยอยากพ้นทุกข์ ในหนังสือบอกว่าพระนิพพานคือความพ้นทุกข์อย่างที่ไม่เกิดทุกข์ขึ้นอีกเลย มันเป็นอย่างไร ตัวเราสงสัยมาก จิต 2 ด้าน มันตีกันตลอดเวลา ใจหนึ่งต้องการหนีไปบวชให้ไกลที่สุดเพื่อปฏิบัติธรรมอีกใจคือการตั้งใจเรียนให้จบเพื่อโยมแม่อันนี้ทรมานมาก แต่ความคิดว่าจะไปบวชมันแรงกว่ามาก การออกมายอมรับว่าไม่อยากเรียน ไม่อยากทำงาน รวมถึงผลงานที่ไม่คืบหน้าเท่าที่ควร นับเป็นสิ่งที่ยากจะลืมของผู้คนในห้องเรียน รวมทั้งครูบาอาจารย์ อาจกล่าวได้ว่าเป็นผลพวงจากความต้องการที่แท้จริงข้างในลึกๆ ของตัวเอง และการกระทำที่ออกมาก็ทำให้เป็นที่พูดคุยกันในวงกว้างของมหาวิทยาลัย ตอนนั้นเหลืออีกอาทิตย์เดียวจะตรวจงานครั้งที่ ๓ ไม่อยากทำงานเลย อยากบวช อุปกรณ์เขียนแบบทุกอย่างก็เอาไปให้รุ่นน้องหมด ของพวกนี้เป็นของสมมุติ ทิ้งให้หมด หนังสือเรียนก็เอาไปแจก กล้องถ่ายรูปก็แจก แล้วนั่งรถกลับบ้าน เพื่อมาบอกแม่แล้วจะไปบวช มาถึงบ้านที่ราชบุรีตี ๑ เข้าบ้านไม่ได้ เรียกก็ไม่ใครได้ยิน เลยต้องนอนอยู่หน้าบ้าน พอถึงตอนเช้าเจอหน้าแม่ไม่กล้าบอก สงสาร กลับมาเรียนให้จบดีกว่า คนอื่นทำงานมา ๒ เดือน แต่เราเหลืออีกอาทิตย์เดียว อุปกรณ์ก็ให้คนอื่นไปแล้ว สุดท้ายก็ต้องทำ ๗ ทำ ๗ คืน เรียกรุ่นน้องมาช่วย แต่ก็ได้นิดเดียว อาจารย์ก็สงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเรา ทำไมงานออกมาอย่างนี้ เหตุการณ์วันนั้นอยู่ในห้องตรวจงาน และปีนั้นเป็นแรกที่ให้รุ่นน้องเข้ามาดูงาน ครูบายืนอยู่หน้าห้อง งานขี้เหร่า จะอยู่ข้างหลัง อาจารย์ยืนล้อมอยู่ เขาก็ถามว่าเกิดอะไรขึ้น ครูบาก็บอกว่าจะออกไปทำนา ไม่อยากเรียนแล้ว คนในห้องก็ฮือฮากันหมด รุ่นน้องผู้หญิงบางคนร้องไห้ ตอนนั้นในใจไม่กล้าบอกว่าจะไปบวช ก็คิดว่าถ้าอยู่อาศรมก็คงทำนาด้วย ก็เลยบอกไปอย่างนั้น ครูบาเป็นประธานนักศึกษา เป็นนักศึกษาเรียนดีตั้งแต่ปี 1 ถึงปี 4 เป็นนักศึกษาทุนของมหาวิทยาลัย ภาพที่ออกไปคือเป็นคนเก่ง ทั้งกิจกรรมและการเรียน แล้วทำไมมากบฏ แต่เพื่อนบางคนบอกว่า สุดยอด กล้าตัดสินใจ บางคนก็บอกว่าเรียนมากไปเลยเพี้ยน สังคมคนเรียนศิลปะ ความคิดหลากหลายมาก นี่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้มีความคิดอย่างนี้ คุยเรื่องแปลกๆกันอย่างเป็นปกติ แต่การตัดสินใจเร็วอย่างนี้ ก็ทำให้ทุกข์ ครูบาไม่ได้คิดถึงคนรอบข้าง พ่อแม่ ครูบาอาจารย์ รุ่นน้อง เพื่อนๆจะคิดอย่างไร อยากให้ตัวเองสบายอย่างเดียว หลังจากนั้นไปทำงานที่พัทยา ช่วยรุ่นพี่ที่เคยมีบุญคุณกับครูบา และก็ทำศิลปนิพนธ์ไปด้วย ทุกข์มาก เพราะตัวเราไม่ต้องการแล้ว ไม่อยากเจริญก้าวหน้า ไม่อยากทำงานร่ำรวยแต่ก็ต้องทำ ท้ายสุดแล้วเขาก็ เลือก ว่าจะทำอย่างไร แต่ก็ต้อง ทน เรียนให้จบเพื่อแม่ เพื่อที่หลังจากนั้น ตัวเองจะได้เดินในเส้นทางที่เลือก สุดท้ายศิลปะนิพนธ์ก็เสร็จ เอามาส่ง แล้วก็ไม่ได้เข้ามหาวิทยาลัยอีกเลย ไม่แสดงงาน ปฏิเสธทุกอย่าง แต่ก็ได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง ตอนบวชบอกโยมแม่ด้วยเหตุผลธรรมดาว่า เรียนจบแล้วจะบวช อยากบวชทดแทนบุญคุณเฉยๆ
รองศาสตราจารย์ เอกชาติ จันอุไรรัตน์ อดีตหัวหน้าภาควิชาออกแบบตกแต่งภายใน คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ครูบาเป็นนักเรียนจากสายมัธยมที่มีพัฒนาการเร็ว ทำให้ผลงานมีความโดดเด่น และงานของครูบาจะมีความคิดสร้างสรรค์อยู่ตลอด ครูบาเป็นคนแรกที่ไม่แสดงผลงานศิลปะนิพนธ์ ซึ่งทางเราก็ให้เกรดให้จบหลักสูตร ผมคิดว่าขณะนั้น ครูบาก็คงมีเหตุผลและผมก็พยายามเข้าใจในหลายๆจุด ทั้งๆที่บางครั้งก็ไม่เข้าใจ ครูบาเป็นคนมุ่งมั่นมีความตั้งใจสูง ทางนี้อาจไม่ใช่ทางของเขาก็ได้ แล้วยิ่งครูบาได้ทุนเรียนฟรีอีก ในจุดนี้ผมว่าค่อนข้างล้มเหลวในเรื่องของการลงทุน แต่ประโยชน์ที่ครูบาจะทำให้กับสังคมมันมีได้ ทั้งทางโลกและทางธรรม แค่คนเราเข้าถึงสิ่งที่ดีในมิติใดมิติหนึ่ง ผมว่าสิ่งนี้ก็ช่วยสังคมได้ ไม่ในปัจจุบันก็ในอนาคต แต่อย่างน้องผลกับตัวเองต้องมีแน่นอน ผมยินดีกับครูบา เพราะการเข้าถึงตรงนี้ เข้าถึงแก่นพุทธศาสนา เข้าถึงแก่นของตัวเอง มันเป็นความสมบูรณ์ของชีวิต ถ้าครูบาไม่เลือกทางนี้ เขาสามารถทำธุรกิจในสายที่เรียนมาได้อย่างสบาย ผมคิดว่าชีวิตใดชีวิตหนึ่งมันก็ต้องเลือก ถึงวันหนึ่งที่คิดได้ด้วยตัวเองแล้วมันก็เลือกได้ ผมคิดว่าครูบาเลือกได้ และก็มีสิทธิเลือก ซึ่งดีกว่าบางคนที่ไม่มีสิทธิเลือก เลือกไม่ได้ และก็ไม่รู้ว่าจะเลือกอะไร
นายชัยพร อินทุวิศาลกุล เพื่อนสมัยเรียนมัธยม และประธานชุมนุมที่ครูบาเข้ามาทำกิจกรรม เรื่องที่ครูบาสนใจเป็นพิเศษคือเรื่องเพลงกับศิลปะ ครูบาเป็นคนเงียบ ผมไม่รู้สึกวาเขาจะตั้งคำถามกับโลกและชีวิตขนาดนี้ แต่รู้สึกว่าเป็นคนที่ทำอะไรแล้วจริงจังกับสิ่งที่ทำ ถามว่าตกใจหรือแปลกใจไหม คิดว่าไม่ คือถ้าคนเราตั้งคำถามไปมากขนาดนั้น หมายถึงประสบความสำเร็จในหลายด้านแล้วยังไม่พอใจ หรือยังหาความสุขที่ตัวเองต้องการไม่ได้ ก็คิดว่าศาสนาพุทธก็อาจเป็นทางหนึ่งที่ครูบาคิดว่าน่าจะมีคำตอบอะไรให้กับตัวเอง ความเห็นส่วนตัวคือ คนส่วนใหญ่ในสังคมยังขาดเรื่องอย่างนี้ หมายถึงวิถีทางที่คนจะมุ่งมั่นไปสู่การทำอะไรจริงๆจังๆ สิ่งที่ครูบาทำอยู่ มันน่าจะเป็นวิถีหนึ่งที่น่าเอาอย่างในแง่ความมุ่งมั่น ความเอาจริงเอาจัง หรือการเข้าถึงวิถีชีวิตในแบบหนึ่ง สิ่งที่ครูบาทำจะเรียกว่าเป็นการลงทุนอีกแบบหนึ่งก็ได้ เพียงแต่ดอกผลที่ได้มันไม่ใช่ในทางโลก และไม่ได้วัดกันที่ตัวเลขหรือต้นทุน ซึ่งตรงนี้เองอาจเป็นสิ่งที่ผู้คนในสังคมขาดอยู่ก็ได้ ความเข้าใจในชีวิต ในเรื่องจิตใจของตัวเอง ถามว่าเอาเข้าจริงๆแล้ว ประโยชน์อันไหนจะมากกว่ากันถ้าครูบาทำงานศิลปะดีๆ ออกแบบสิ่งต่างๆ ออกมา กับการที่ครูบาเข้าถึงหลักธรรมแล้วสามารถอธิบาย ช่วยเยียวยาความรู้สึก ช่วยบรรเทาความทุกข์ของคนรอบๆข้าง จุดนี้ก็เป็นเรื่องที่ตอบยาก ว่าสิ่งไหนมันคุ้มค่ามากกว่ากัน ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่เด็กหนุ่มธรรมดาคนหนึ่งจะมีความศรัทธาอย่างแรงกล้าต่อพุทธศาสนา จนถึงกับยอมเอาชีวิตทั้งชีวิตแลกกับการพิสูจน์สิ่งที่เรียกว่า พระนิพพาน จากเด็กหนุ่มที่มี แวว ว่าจะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานทางด้านการออกแบบตกต่าง แต่ท้ายที่สุดเส้นทางที่เขาเลือกกลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง หรือจะว่าไป ทางสายนี้มันอาจเป็นสิ่งที่เขาได้ ออกแบบ มาแล้วตั้งแต่เริ่มต้น สิ่งนี้ไม่มีใครรู้ นอกจากตัวของครูบาเอง จุดประสงค์จริงๆ ในการบวชก็คือการหาทางพ้นทุกข์ตลอดกาล ทุกวันนี้ยังคิดอย่างนี้อยู่ พระนิพพานเป็นยังไง ครูบาอาจารย์ท่านสอนให้ตัวเราปฏิบัติ มีความเพียร ภาวนา และตัวเราจะรู้เอง อยากรู้มากกว่าการไม่เกิด ไม่ตายเป็นอย่างไร มีจริงหรือ ก็ต้องเอาตัวเองเข้ามาพิสูจน์ วันที่บวชคิดว่าจะเอาชีวิตในชาตินี้มาลองดูว่า ธรรมะในพุทธศาสนาเป็นจริงหรือเปล่า จะทุ่มเททั้งกายและใจ สละเวลาเพื่อค้นหาว่าการพ้นทุกข์มีจริงหรือเปล่า ถ้าทุ่มเทจริงๆ แล้วปรากกว่าเป็นเรื่องหลอกลวง ตัวเราเองจะทำลายพุทธศาสนาให้ดู จะไปประกาศให้คนรู้เลย ตอนบวชคิดอย่างนั้น แต่ตอนนี้ไม่คิดแล้วเพราะว่าพุทธศาสนามีเหตุมีผลจริงๆ ต่อคำถามที่ว่า คุ้ม ไม่คุ้ม รวมถึงการมองในเชิงของต้นทุนและในเชิงของปัจเจกซึ่งจริงๆ แล้วเรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน มองให้หลายมุม สุดแท้มุมมองของแต่ละคน พระปฏิบัติธรรมโดยอาศัยข้าวชาวบ้านกิน ก็มีลักษณะเดียวกัน พระให้ผลอะไรแก่ชาวบ้านบ้าง ที่ครูบาลงทุนให้ผลอะไรที่คุ้มไหม..คุ้ม ถ้าครูบารู้ขึ้นมา และไปบอกคนอื่นแต่คิดว่าการลงทุนนี้คุ้มไหม ครูบาลงทุนเสียสละชีวิตนี้ทั้งชีวิต เพื่อหาทางพ้นทุกข์ครูบาคิดว่าคุ้ม พ่อแม่ทุกคนหวังให้ลูกออกไปทำงาน หาเลี้ยงเขาตอนแก่เฒ่า ถามว่าเป็นบ่วงในการศึกษาธรรมะไหม ตอบเลยว่าไม่ วิธีที่จะทดแทนบุญคุณ คือการค้นพบทางแห่งการพ้นทุกข์ สิ่งนี้จะตอบแทนทุกคนอย่างคุ้มค่ามากๆ เมื่อมาปฏิบัติธรรม รักษาศีล ภาวนา ที่วัดป่า กิจวัตรที่ต้องทำมีอะไรบ้าง และทุกวันนี้ครูบามีความสุขหรือไม่อย่างไร ครูบามีคำตอบ รวมถึงบางประโยคที่จะมีประโยชน์กับใครหลายๆคน ตื่นตี ๒ บ้าง ตี ๓ บ้าง มานั่งวิปัสสนา ๖ โมงออกบิณฑบาต เริ่มฉัน ๗ โมงครึ่งและก็จัดเก็บดูแล ทำความสะอาด จากนั้นก็นั่งภาวนาที่กุฏิ บ่าย ๒ ทำวัตรและก็กลับกุฏิ ภาวนาไปเรื่อยๆ ตอนเย็นก็ทำวัตร สวดมนต์ เข้านอน ๔ ทุ่ม ๕ ทุ่ม คนเกิดในโลกนี้ทุกข์ทั้งนั้นแหละ แต่ต้องรู้ทุกข์ในความเป็นจริง ถ้าเราเอาตัวมารับความสุข ความทุกข์ก็จะตามมา อันนี้มันเป็นของคู่กัน ถ้าคนเรารักษาศีลห้าได้ก็จะมีความทุกข์น้อยลง แค่ศึกษาธรรมะและนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน ไม่ต้องถึงกับมาบวชก็ได้ แค่นี้โลกก็จะเย็น เราไม่ต้องแก้ที่โลก แก้ที่ตัวเรา ถ้าคนเราจิตใจดี สภาพแวดล้อมก็จะดี ก่อนบทสนทนาจะจบลง ครูบาเอ่ยประโยคหนึ่งขึ้นลอยๆ แต่ทว่าประโยคลอยๆประโยคนั้นมี แรง ที่ทำให้วงสนทนาเงียบไปครู่ใหญ่.. ไม่ใช่อื่นใดเลย เพียงแค่คิดตามคำที่ครูบาบอก และอดที่จะตั้งถามต่างๆ ในชีวิตไม่ได้ ธรรมจักรมันหมุนแล้ว มันก็ต้องหมุนต่อไป ธรรมจักรมันเริ่มเคลื่อนที่แล้ว มันก็จะเคลื่อนไปจนสุดทางของมัน ความจริงอย่างหนึ่งคือ ณ ปัจจุบัน เราเป็นคนกำหนดตัวเราเอง และแน่นอนว่าการกระทำใดๆ ของตัวเราย่อมส่งผลกลับมา แต่คนส่วนใหญ่ก็หาได้กลัวต่อผลที่จะกลับมาตัดสินหรือลงโทษตัวเรา มันอาจจะเป็น ๒ สิ่งที่เหมือนขัดแย้งกันเอง บางคนว่าอยู่ที่ตัวเรา อีกบางคนว่ามันเป็นกรรมที่ต้องชดใช้ สุดท้ายคนที่รู้ก็คือตัวเราเอง ปฏิเสธไม่ได้ว่า ปัจจุบันนี้ผู้คนส่วนใหญ่ในสังคมโหยหาความมั่งคั่ง ความสำเร็จ ที่อยู่ในรูปแบบของเงินตรา รวมทั้งชื่อเสียงเกียรติยศ ซึ่งเอาเข้าจริงๆ แล้ว หาใช่เรื่องผิดอะไรไม่แต่หากลองตั้งคำถามกลับไปว่าสิ่งที่คนส่วนใหญ่ดำเนินอยู่ อะไรคือแก่นแท้ หรืออะไรคือเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ คำตอบที่ได้มีมากมายหลายรูปแบบ แต่ เรา ลืมหรือแกล้งลืมหรือเปล่าว่า การดำเนินชีวิตทุกวันนี้ เราได้ให้ความสุขแก่ตัวเองในทางใด ทางกาย หรือทางใจ เราได้พัฒนาจิตวิญญาณของตัวเองให้ต่อสู้กับสิ่งรอบตัวอย่างมีจุดยืนหรือมีอุดมการณ์มากน้อยเพียงไร หรือสุดท้ายแล้วเรามัวแต่หลงกับเงินตราและเกียรติยศ ศักดิ์ศรีจอมปลอมจนลืม ข้างใน ของเราเอง เราลืมอะไรไปหรือเปล่า แน่นอนว่า หนทางที่จะเข้าถึงภายในมิใช่มีเพียงแค่รูปแบบนี้เท่านั้น อย่างที่ครูบากล่าวว่าไม่อยากให้เขียนชื่อ-สกุลจริงหรือแห่งที่อยู่ เหตุเพราะไม่อยากให้ยึดติดกับรูปแบบใดๆ คนเราทุกคนมีหนทางของตัวเอง ไม่จำเป็นหรือจำเพาะว่าต้องเดินในรูปแบบใดแบบหนึ่ง เช่นเดียวกับ การเข้าถึง ก็มีมากมายหลายแบบ วูบหนึ่ง ในความคิดทำให้นึกถึง เด็กหนุ่มที่กล้าเลือกในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ กล้าเอาชีวิตทั้งชีวิตเข้าแลกกับสิ่งที่ตัวเองศรัทธา ณ ห้วงเวลานี้ ที่วัดป่าแห่งหนึ่งในจังหวัดราชบุรี เด็กหนุ่มคนนั้นหรือครูบาในวันนี้คงกำลังนั่งปฏิบัติศีล ภาวนา เพื่อหาทางพ้นทุกข์ และค้นหาความหมายของอะไรบางอย่างอยู่ด้วยจิตใจอันมุ่งมั่นปรารถนาในสิ่งนั้น...
อาจารย์ชัยณรงค์ อริยะประเสริฐ อาจารย์ประจำภาควิชาออกแบบตกแต่งภายใน คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นผู้ที่ตรวจข้อสอบเอ็นทรานซ์และตรวจงานศิลปะนิพนธ์ของครูบา ผมอยู่ในกรรมการตรวจข้อสอบ คะแนนของครูบาสูงมาก ๆ มันน้อยมากที่จะมีใครทำได้ ทั้งวิชาวาดเส้นและวิชาความถนัด ครูบาติด ๑ ใน ๕ ของคณะ และเป็น ๑ ใน ๓ ของภาควิชา การตรวจงานศิลปะนิพนธ์ ตอนแรกอาจารย์ที่ปรึกษาจะตรวจ ตอนที่ ๒ จะตรวจวางผังทั้งหมดของโครงการ ซึ่งกรรมการอาจารย์ทุกคนที่ภาคจะเป็นผู้ตรวจ ตอน ๒ เนี่ย จะเห็นว่าครูบามีอนาคตสดใสมาก เนื่องจากโครงการที่ทำมันแตกต่าง เป็นเกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์ด้านสัตว์ทะเล ซึ่งเป็นสิ่งที่ตัวคุณบาชอบ และเราเห็นความชอบนั้นในตัวงาน ตอนที่ ๓ สิ่งที่ยังคงเป็นเอกลักษณ์คือการสร้างสรรค์ในงาน ไม่ว่าจะเป็นในเชิงของการออกแบบ ตกแต่ง การวางผัง แต่ปัญหาคือพลังการให้รายละเอียดลดน้อยถอยลง งานน้อยในแง่ของปริมาณ ผมรู้สึกว่าครูบาเอาเวลาไปทำอะไรบางอย่าง จนกระทั่งครูบาเองได้บอกว่า รู้สึกนิ่ง มุมมองต่างๆเปลี่ยนไป คือไม่ต้องการเป็นลักษณะอย่างนี้ ต้องการเป็นลักษณะอย่างอื่น ถามว่ารู้สึกอย่างไร ตอบได้เลยว่าช็อก และก็มีความรู้สึกทั้งด้านบวกและลบ ในด้านบวกคือว่า ครูบาเป็นคนแน่ที่คิดจะเป็นตัวของตัวเอง ในแง่ลบ คือเรากำลังจะสูญเสียบุคลากรที่มีความสามารถด้านการสร้างสรรค์ในเรื่องของศิลปะและการออกแบบไปแล้วคนหนึ่งหรือเปล่า ทั้งนี้ทั้งนั้น คะแนนในตอน ๓ ก็ยังสูงกว่าเพื่อนๆอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากความคิดความอ่านของครูบาไปได้ไกลกว่าคนอื่น ในขั้นตอนสุดท้าย ครูบาปฏิเสธที่จะลงรายละเอียดของงานเพิ่ม งานจึงถูกหยุดลงในเวลาที่ไม่เหมาะสม ขณะที่คนอื่นๆ ทำงานสะสมมาเรื่อยๆ จนสุดท้ายความสมบูรณ์ถูกอธิบายด้วยแนวคิด ดังนั้นครูบาอาจคิดว่าไม่มีความจำเป็นต้องอธิบายความสมบูรณ์ในแง่ของปริมาณอีกต่อไป แนวความคิดของครูบาได้ถูกเอาชนะจากกรรมการไปแล้ว จากผู้ตรวจไปตั้งแต่ตอนที่ ๓ เท่าที่ทราบ เกียรตินิยมอันดับหนึ่งเหรียญทองของทั้งมัณฑนศิลป์และของภาคภายใน ๑๐ ปีนี้ไม่มี ถ้ามีก็อาจจะ ๑ คน แต่ถ้าย้อนกลับไปเมื่อก่อตั้งคณะ ก่อตั้งภาควิชา ยืนยันว่ายังไงก็มีไม่เกิน ๕ คนที่จะทำได้ ในความเป็นอาจารย์รู้สึกเสียใจ คนที่เคยได้ทุนเรียนดีกับทุนยกเว้นค่าธรรมเนียมพิเศษมาตลอด ผมมองเป็นผลผลิตในเรื่องต้นทุน เพราะว่าเราใช้ภาษีของประชาชน เราก็คาดหวังว่าจะได้ผลตอบรับกลับคืนสู่สังคม เมื่อถึงวันหนึ่งครูบาตัดสินใจเปลี่ยน แน่นอนว่าในแง่ของการลงทุนถือว่าล้มเหลว ถ้าในความเป็นรุ่นพี่และในฐานะเพื่อนมนุษย์ ผมรู้สึกว่าครูบาสบโอกาส และสามารถทำตามโอกาสที่วางไว้ได้ ถือว่าเป็นคนที่มีความกล้าในการตัดสินใจ และกล้าเลือก ถ้ามองในมุมนี้ ต้นทุนมันไม่มีและถือว่าเป็นการกระทำที่สร้างสรรค์มากๆ
|